• โทร : 02-232-1789
  • sgfinfo@sgfcap.com
  • Corporate Governance Scoring

    บรรษัทภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการ

  • มุ่งมั่นเพื่อการลงทุน เพื่ออนาคตที่ดี

    บริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

  • มุ่งมั่นเพื่อการลงทุน เพื่ออนาคตที่ดี

    บริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

ประวัติบริษัท

บริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ “บริษัท” เดิมชื่อ บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2528 โดยการร่วมทุนระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท จีเอฟ โฮล ดิ้ง จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ประกอบธุรกิจหลักประเภทให้บริการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น หรือ แฟคตอริ่ง ต่อมาได้จดทะเบียนแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนในวันที่ 29 ธันวาคม 2536 มีการขยายประเภทธุรกิจไปยังสินเชื่อประเภทอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งสินเชื่อเงินกู้ สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์

ในปี 2560 บริษัทฯได้เปลี่ยนธุรกิจหลักของบริษัท หันมาเน้นให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรายย่อย และสินเชื่อจำนำทะเบียน ภายใต้แบรนด์ “SGF เช็คอินเงินด่วน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังชุมชน ผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มฐานราก เพื่อต้องการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสังคม โดยการส่งเสริมให้ประชาชนในระดับฐานราก สามารถเข้าถึงสินเชื่อด้วยอัตราดอกเบี้ยและค่าบริการที่เหมาะสม

ปี เหตุการณ์สำคัญ
2528 - ก่อตั้งบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจการรับซื้อสิทธิเรียกร้อง (แฟคตอริ่ง)
2548 - ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับ
2550 - บริษัทฯได้รับอนุมัติให้กลับเข้าซื้อขายในตลาด MAI ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากบริษัทฯสามารถแสดงได้ว่าบริษัทฯ มีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่มั่นคงตามสภาพธุรกิจของบริษัทฯไปอย่างต่อเนื่อง
- ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 มีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทจาก “บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน)” เป็น “บริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)” เพื่อให้ลูกค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สับสนในธุรกิจของบริษัทฯ เนื่องจากบริษัทฯจะมุ่งเน้นธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทเช่าซื้อ
- เริ่มดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทเช่าซื้อภายใต้แบรนด์ “SGF เช็คอินเงินด่วน”
2558 - ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์
2560 - บริษัทฯได้รับอนุมัติให้กลับเข้าซื้อขายในตลาด MAI ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากบริษัทฯสามารถแสดงได้ว่าบริษัทฯ มีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่มั่นคงตามสภาพธุรกิจของบริษัทฯไปอย่างต่อเนื่อง
- ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 มีมติให้เปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทจาก “บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน)” เป็น “บริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)” เพื่อให้ลูกค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สับสนในธุรกิจของบริษัทฯ เนื่องจากบริษัทฯจะมุ่งเน้นธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทเช่าซื้อ
- เริ่มดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทเช่าซื้อภายใต้แบรนด์ “SGF เช็คอินเงินด่วน”
2561 - ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2561 ในวันที่ 7 สิงหาคม 2561 ได้มีมติเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากเดิมหุ้นละ 0.50 บาทเป็นหุ้นละ 5.00 บาท (ตามอัตราส่วนหุ้นจาก 10 หุ้น เหลือ1หุ้น) ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 รวมทั้งแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 4 ของบริษัทฯเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
- ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2561 ในวันที่ 7 สิงหาคม 2561 ได้มีมติให้ลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ จากเดิม 6,550,000,020 บาท (หกพันห้าร้อยห้าสิบล้านยี่สิบถ้วน) คงเหลือ 1,637,500,005 บาท (หนึ่งพันหกร้อยสามสิบเจ็ดล้านห้าแสนห้าบาทถ้วน) โดยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จาก 5.00 บาท (ห้าบาทถ้วน) เป็น 1.25 บาท (หนึ่งบาทยี่สิบห้าสตางค์) เพื่อนำส่วนเกินทุนดังกล่าว ไปชดเชยผลขาดทุนสะสมของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561
2562 - ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (สินเชื่อจำนำทะเบียน)

วิสัยทัศน์

บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนา ปรับปรุงการให้บริการทางการเงินในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในทุกสถานการณ์

และกระทำทุกวิถีทาง เพื่อเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงและยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย รวมถึง

การให้การสนับสนุนแก่สังคมและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

บริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

ภารกิจเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์

สารจากคณะกรรมการบริษัท

ท่านผู้ถือหุ้นทุกท่าน

บริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เริ่มเปลี่ยนมาทำธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรายย่อยตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นมา บริษัทฯ มีนโยบายเน้นสินเชื่อรายย่อยประเภทสัญญาเช่าซื้อภายใต้แบรนด์ “SGF เช็คอินเงินด่วน” มีการวางรากฐานธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (เช่าซื้อรถยนต์) ในหลายๆด้าน และวางระบบงานเพื่อขยายธุรกิจสินเชื่อรายย่อยไปทั่วประเทศ

ในต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ทั่วโลกประสบปัญหาการระบาดของโรคไวรัส COVID-19 หลาย ๆ ประเทศต่างออกมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ดังกล่าวรวมทั้งประเทศไทย การมีมาตรการล็อคดาวน์ในบางพื้นที่ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมหดตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น แม้ภาครัฐจะพยายามกระตุ้นผ่านการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่การฟื้นตัวในไตรมาส 3-4 ก็เป็นไปอย่างช้า ๆ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น รวมถึงรายได้ครัวเรือนที่เปราะบางและไม่แน่นอนสูง ยอดจำหน่ายยานยนต์ที่หดตัวจากกำลังซื้อที่ลดลง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลต่อผลประกอบการและความเชื่อมั่นที่ลดลง สร้างแรงกดดันต่อการลงทุน รวมถึงการจ้างงานที่เริ่มเปลี่ยนจากการจ้างพนักงานประจำไปเป็นแบบชั่วคราวมากขึ้น บริษัทฯได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นมาโดยตลอด บริษัทฯจึงมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ การเพิ่มเงื่อนไขให้มีการตรวจสอบเครดิตบูโรของลูกค้า การปรับเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบคุณภาพลูกค้า รวมถึงการควบคุมยอดการให้สินเชื่อให้สัมพันธ์กับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ในขณะเดียวกัน บริษัทฯมีการปรับกลยุทธ์ในการจัดเก็บหนี้เพื่อให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจากนโยบายดังกล่าว ทำให้ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการให้สินเชื่อเช่าซื้อรายย่อย (เช่าซื้อรถยนต์) ภายใต้แบรนด์ “SGF เช็คอิน เงินด่วน” ลดลงจาก 904.15 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 511.11 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 43.47% ณ สิ้นปี 2563 บริษัทฯมีลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรายย่อยคงค้างรวม 1,572.97 ล้านบาท สำหรับสินเชื่อเงินกู้ บริษัทฯไม่มีการให้สินเชื่อใหม่สำหรับธุรกิจดังกล่าว มีเพียงลูกค้ารายเดิมทยอยผ่อนชำระ ทำให้บริษัทฯ มีปริมาณสินเชื่อรวม ณ 31 ธันวาคม 2563 ลดลงจาก 2,002.43 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 1,824.96 ล้านบาทในปี 2563 คิดเป็นลดลง 8.86%

ในด้านมาตรการการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัส COVID-19 นั้น บริษัทฯได้ปฏิบัติตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ในรอบแรกจำนวน 1,400 รายที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และค้างชำระไม่เกิน 3 งวด ซึ่งลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวครบกำหนดมาตรการการให้ความช่วยเหลือ และกลับมาชำระหนี้เป็นปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ยังคงยืดเยื้อ และยังมีความไม่แน่นอนสูง ดังนั้น บริษัทฯจึงยังคงมีมาตรการการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง แต่จะเลือกพิจารณาเฉพาะลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบและเข้าเกณฑ์ที่บริษัทฯกำหนด ผลจากมาตรการดังกล่าว ทำให้บริษัทฯมีรายได้จากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรายย่อยจำนวน 333.26 ล้านบาท เติบโต 10.44%

ในด้านการจัดเก็บหนี้ แม้ว่ามาตรการล็อคดาวน์ในช่วงไตรมาส 2 ทำให้พนักงานของบริษัทฯติดข้อจำกัดในการทำงาน การเดินทางไปพบลูกค้าเพื่อติดตามหนี้ไม่ได้รับความสะดวก แต่บริษัทฯก็มีการติดตามหนี้ด้วยแนวทางอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมระดับสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) โดยลูกหนี้สินเชื่อรายย่อยที่ค้างชำระเกิน 3 งวดยังสามารถรักษาระดับ NPL เท่ากับ 4.48% ของสินเชื่อเช่าซื้อรวม ในด้านสภาพคล่อง ในปี 2563 บริษัทฯสามารถชำระคืนหุ้นกู้ซึ่งครบกำหนดชำระในเดือนเมษายน 2563 ทั้งจำนวนเป็นเงิน 270 ล้านบาท และสามารถออกหุ้นกู้ใหม่จำนวน 149.2 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯมีกระแสเงินสดเพียงพอในการดำเนินงานตลอดปีที่ผ่านมา

สำหรับในปี 2564 แม้ว่าการบริโภคภาคครัวเรือนจะทยอยฟื้นตัว แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำตามรายได้ครัวเรือนที่ลดลง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทฯต้องใช้ความระมัดระวังในการขยายสินเชื่อต่อไป บริษัทฯจะเน้นการวิเคราะห์ลูกค้าจากฐานข้อมูลบริษัทฯในการคัดเลือกลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ได้ลูกค้าที่มีคุณภาพดี หรืออยู่ในเกณฑ์ที่บริษัทฯรับได้ วางกลยุทธ์เพื่อขยายฐานลูกค้าไปในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นหลัก โดยมีมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ที่ดี ที่ประสบปัญหาในการผ่อนชำระไปพร้อมๆกัน เพื่อให้สินเชื่อเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม สร้างความยั่งยืนให้บริษัทฯ ควบคู่ไปกับการควบคุม NPL พร้อมขยายช่องทางการขายใหม่ ตลอดจนมุ่งเน้นการพัฒนาบุคคลากร เทคโนโลยี และควบคุมต้นทุนเพื่อให้บริษัทฯ เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน

คณะกรรมการ และคณะผู้บริหารของบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารงานด้วยหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีจริยธรรม คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บริษัทฯสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

นายพินิจ วุฒิพันธุ์ นายกัญญ์ณณัฏฐ์ บุญสุนานนท์
ประธานกรรมการบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ลักษณะการประกอบธุรกิจ

(1) บริการสินเชื่อเช่าซื้อรายย่อย

บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เริ่มให้บริการตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เป็นการให้บริการสินเชื่อแก่ลูกค้ารายย่อยทั่วไปที่มีรถเป็นของตนเอง หรือ ผ่อนชำระจนมูลหนี้เหลือน้อย จะ Re-finance จากสถาบันการเงิน มากู้สินเชื่อชนิดนี้ โดยทำนิติกรรมสัญญาเช่าซื้อและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถมาเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ โดยที่ลูกค้ายังคงเป็นผู้ครอบครองรถและสามารถนำรถกลับไปใช้งานได้ตามปกติ เป็นสินเชื่อให้ลูกค้านำเงินไปประกอบอาชีพ หรือใช้ชีวิตประจำวัน

(2) บริการสินเชื่อจำนำทะเบียน

บริการสินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน (สินเชื่อจำนำทะเบียน) เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 เป็นการให้บริการสินเชื่อแก่ลูกค้ารายย่อยทั่วไปที่มีรถเป็นของตนเอง มีทะเบียนรถที่ปลอดภาระ มาขอวงเงินกู้โดยทำนิติกรรมสัญญาเงินกู้ และมีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน ลูกค้ายังคงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ส่งมอบเล่มทะเบียนรถไว้กับบริษัทฯ เป็นสินเชื่อให้ลูกค้านำเงินไปประกอบอาชีพ หรือใช้ชีวิตประจำวัน

(3) บริการสินเชื่อที่ดิน

บริการสินเชื่อเงินให้กู้ยืม เป็นบริการเงินกู้ระยะยาว 1-3 ปี เพื่อให้ลูกค้านำเงินไปปรับปรุงกิจการ หรือพัฒนาโครงการเพื่อจำหน่าย และทยอยตัดชำระหนี้คืนตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ บริษัทฯจะกำหนดวงเงินที่จะให้ตามความเหมาะสมของงานแต่ละโครงการ และมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่นำมาเป็นหลักประกัน ในปัจจุบัน บริษัทฯไม่มีการให้สินเชื่อประเภทนี้เพิ่มเติม

(4) บริการสินเชื่อเงินให้กู้ยืม

บริการสินเชื่อเงินให้กู้ยืม เป็นบริการเงินกู้ระยะยาว 1-3 ปี เพื่อให้ลูกค้านำเงินไปปรับปรุงกิจการ หรือพัฒนาโครงการเพื่อจำหน่าย และทยอยตัดชำระหนี้คืนตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ บริษัทฯจะกำหนดวงเงินที่จะให้ตามความเหมาะสมของงานแต่ละโครงการ และมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่นำมาเป็นหลักประกัน ในปัจจุบัน บริษัทฯไม่มีการให้สินเชื่อประเภทนี้เพิ่มเติม

(5) บริการสินเชื่อบุคคล

บริษัทได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย จากกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2548 ซึงหลักเกณฑ์การพิจารณาวงเงินเป็นไปตามนโยบายของบริษัท ส่วนอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเน้นลูกค้ากลุ่มสวัสดิการ หักบัญชีเงินเดือนเป็นหลัก

(6) บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์

บริษัทฯได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (นาโนไฟแนนซ์) จากกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2558 และบริษัทฯเริ่มให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 เป็นการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีธุรกิจขนาดเล็ก เพื่อนำไปหมุนเวียนในกิจการ เป็นเงินกู้ระยะเวลา 1 – 4 ปี โดยบริษัทฯ จะกำหนดวงเงินสินเชื่อและอัตราค่าธรรมเนียมภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม บริษัทฯมีนโยบายลดการให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ตั้งแต่ต้นปี 2561 เนื่องจากมีความเสี่ยงและ NPL สูง

โครงสร้างองค์กร

โครงสร้างกลุ่มธุรกิจ

บริษัทฯถือหุ้นในบริษัทย่อย 99.99% โดยบริษัทย่อย ยังไม่มีธุรกรรมใด ๆ รายละเอียดบริษัทย่อย มีดังนี้

ชื่อบริษัท ทุนจดทะเบียน ประกอบธุรกิจ
บจ. เอสจีเอฟ เซอร์วิส แมเนจเม้นท์ 1.0 ล้านบาท เพื่อให้บริการในด้านการรับจ้างบริการทวงหนี้ call center การประเมินราคา รับจดทะเบียนต่าง ๆ และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัท

นายพินิจ วุฒิพันธุ์
ประธานกรรมการบริษัท
ประธานกรรมการตรวจสอบ
นายยรรยง ศิริพันธ์
ประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน / กรรมการตรวจสอบ
นายกัญญ์ณณัฏฐ์ บุญสุนานนท์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
นางรัชนีกร จินตกานนท์
ประธานกรรมการบริหาร
นางเพชรัตน์ ทองแตง
ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง
นางศุภณัฐ พงษ์เสริม
กรรมการตรวจสอบ
นายอิสสระชัย เดชาฤทธิ์
กรรมการ

คณะกรรมการ

ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง
1 นายพินิจ วุฒิพันธุ์ ประธานกรรมการบริษัท
ประธานกรรมการตรวจสอบ
2 นางรัชนีกร จินตกานนท์ ประธานกรรมการบริหาร
3 นายยรรยง ศิริพันธ์ ประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน / กรรมการตรวจสอบ
4 นางเพชรัตน์ ทองแตง ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง
5 นายกัญญ์ณณัฏฐ์ บุญสุนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
6 นางศุภณัฐ พงษ์เสริม กรรมการตรวจสอบ
7 นายอิสสระชัย เดชาฤทธิ์ กรรมการ

คณะกรรมการ ชุดย่อย

คณะกรรมการบริหาร
1 นางรัชนีกร จินตกานนท์ ประธานกรรมการบริหาร
2 นายกัญญ์ณณัฏฐ์ บุญสุนานนท์ กรรมการบริหาร
3 นายอิสสระชัย เดชาฤทธิ์ กรรมการบริหาร
คณะกรรมการตรวจสอบ
1 นายพินิจ วุฒิพันธุ์ ประธานกรรมการตรวจสอบ
2 นางศุภณัฐ พงษ์เสริม กรรมการตรวจสอบ
3 นายยรรยง ศิริพันธ์ กรรมการตรวจสอบ
คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
1 นายยรรยง ศิริพันธ์ ประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
2 นางรัชนีกร จินตกานนท์ กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
3 นายกัญญ์ณณัฏฐ์ บุญสุนานนท์ กรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
1 นางเพชรัตน์ ทองแตง ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง
2 นายพินิจ วุฒิพันธุ์ กรรมการบริหารความเสี่ยง
3 นางรัชนีกร จินตกานนท์ กรรมการบริหารความเสี่ยง

ผู้บริหารของบริษัท

ชื่อ - นามสกุล ตำแหน่ง
1 นายกัญญ์ณณัฏฐ์ บุญสุนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
2 นางสาวอภิญญา บริเวชชานนท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน
ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบุคคล-ธุรการ
เลขานุการบริษัท
3 นายพรศักดิ์ กิรณโสภณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารหนี้
4 นายขจรพงศ์ วิวิธวร ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกฎหมาย
5 นายไพรัช ก่อกิจโรจน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพิจารณาสินเชื่อ
    2565
  • ไตรมาสที่ 1
    2564
  • ไตรมาสที่ 1
  • ไตรมาสที่ 2
  • ไตรมาสที่ 3
  • รายปี
    2563
  • ไตรมาสที่ 1
  • ไตรมาสที่ 2
  • ไตรมาสที่ 3
  • รายปี
    2562
  • ไตรมาสที่ 1
  • ไตรมาสที่ 2
  • ไตรมาสที่ 3
  • รายปี
    2561
  • ไตรมาสที่ 1
  • ไตรมาสที่ 2
  • ไตรมาสที่ 3
  • รายปี
    2560
  • ไตรมาสที่ 1
  • ไตรมาสที่ 2
  • ไตรมาสที่ 3
  • รายปี
    MD&A ปี 2564
  • MD&A ปี 2564 Q1
  • MD&A ปี 2564 Q2
  • MD&A ปี 2564 Q3
  • MD&A ปี 2564
    MD&A ปี 2563
  • MD&A ปี 2563 Q1
  • MD&A ปี 2563 Q2
  • MD&A ปี 2563 Q3
  • MD&A ปี 2563
    MD&A ปี 2562
  • MD&A ปี 2562 Q1
  • MD&A ปี 2562 Q2
  • MD&A ปี 2562 Q3
  • MD&A ปี 2562
    MD&A ปี 2561
  • MD&A ปี 2561 Q1
  • MD&A ปี 2561 Q2
  • MD&A ปี 2561 Q3
  • MD&A ปี 2561
    MD&A ปี 2560
  • MD&A ปี 2560 Q1
  • MD&A ปี 2560 Q2
  • MD&A ปี 2560 Q3
  • MD&A ปี 2560
    แบบฟอร์ม 56-1
  • แบบ 56-1 (2564)
  • แบบ 56-1 (2563)
  • แบบ 56-1 (2562)
  • แบบ 56-1 (2561)
  • แบบ 56-1 (2560)
  • แบบ 56-1 (2559)
  • แบบ 56-1 (2558)

นโยบายและการจ่ายเงินปันผล

บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่เกินร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และภายหลังการหักเงินทุนสำรองต่างๆ ตามกฎหมาย และเงินสำรองอื่น (ถ้ามี) อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน สภาพคล่อง ความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน แผนการลงทุน และการขยายธุรกิจในอนาคต สภาวะตลาด ความเหมาะสม และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน และการบริหารงานของบริษัท โดยให้อำนาจคณะกรรมการบริษัทพิจารณา และการดำเนินการดังกล่าวจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น